เสรีอาเซียน .."บ้านวาเล่ย์"จุดเสี่ยงยาเสพติด-ค้ามนุษย์
ในอดีตชาวบ้านกว่า 276 ครอบครัวแห่ง “บ้านวาเล่ย์เหนือ-บ้านช่องแคบ” อ.พบพระ จ.ตาก นอนหลับไม่เต็มตาในแต่ละค่ำคืน เพราะไม่รู้ว่าลูกกระสุนปืนใหญ่จากการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับกองทัพพม่าจะมาตกที่หลังคาบ้านของพวกเขาเมื่อไหร่!!
นายเสมียน ทองแท่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านวาเล่ย์เหนือ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก เล่าให้ฟังว่า ในห้วง 20 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านและชาวพม่าที่อาศัยอยู่ตามแนวฝั่งตรงข้ามบ้านวาเล่ย์เหนือ ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากเกิดการสู้รบกันประจำระหว่างกองกำลังชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและกองกำลังทหารพม่า หลายครั้งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิต ส่วนชาวพม่าที่อยู่ภายใต้รัศมีการสู้รบก็จะอพยพหนีตายเข้ามายังฝั่งประเทศไทย
นายเสมียน ทองแท่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านวาเล่ย์เหนือ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก เล่าให้ฟังว่า ในห้วง 20 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านและชาวพม่าที่อาศัยอยู่ตามแนวฝั่งตรงข้ามบ้านวาเล่ย์เหนือ ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากเกิดการสู้รบกันประจำระหว่างกองกำลังชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและกองกำลังทหารพม่า หลายครั้งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิต ส่วนชาวพม่าที่อยู่ภายใต้รัศมีการสู้รบก็จะอพยพหนีตายเข้ามายังฝั่งประเทศไทย

"เขาก็ยิงกันอยู่เรื่อยๆ ยิงกันประปราย แต่ช่วงที่หนักๆ น่าจะเป็นช่วงสองปีที่แล้วยิงกันต่อเนื่อง ชาวพม่าหนีเข้ามาวันละ 2,000-3,000 คน พวกเราก็เข้าใจพวกเขา จัดที่พักที่โรงเรียนและที่วัดให้ เขามีการคุยกันระดับผู้นำชาวบ้านอยู่แล้ว และให้ความร่วมมืออย่างดีอยู่ในที่ที่เราจัดให้ พอบ้านเมืองเขาสงบเขาก็เดินทางกลับไป" นายเสมียน กล่าว
ทว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 จนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านวาเล่ย์เหนือ-ถึงบ้านช่องแคบ แทบจะไม่ได้ยินเสียงกระสุนปืนจากการสู้รบระหว่างกองกำลังชนกลุ่มน้อยกับกองกำลังทหารของรัฐบาลพม่าเลย สืบเนื่องจากนโยบายการเจรจาการหยุดยิงเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง แต่ชาวบ้านในที่แห่งนี้ก็ยังไม่แน่ใจในความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาเห็นการปฏิบัติในด้านต่างๆ ของรัฐบาลพม่าสวนทางกับนโยบาย เรื่องการเจรจาหยุดยิงก็เช่นกัน
ร.อ.สมภพ ใจบุญ ผู้บังคับกองร้อยทหารรบที่ 421 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 4 กล่าวว่า หลังจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างทหารพม่าและกองกำลังดีเคบีเอ กลุ่มนายนะคำมวย เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวกะเหรี่ยงที่อพยพย้ายออกจากบ้านวาเล่ย์กลับไปยังภูมิลำเนาประมาณ 300 ครอบครัว หรือราว 500 คน สำหรับกองกำลังทหารพม่าที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงข้ามฝั่งบ้านวาเล่ย์เหนือคือ กองบังคับการควบคุมที่ 19 ซึ่งได้สับเปลี่ยนกำลังตามวงรอบกับกองบังคับการควบคุมที่ 5 ในห้วงการเดือนมกราคม ที่ผ่านมา
ส่วนกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีการเคลื่อนไหวในฝั่งตรงกันข้าม มี 2 กลุ่ม ได้แก่ กองกำลังเชื้อสายกะเหรี่ยง ดีเคบีเอ เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เคเคโอ กลุ่มนายนะคำมวย หรือรู้จักกันในนาม กองพลน้อยโกล้ทูบอ (กองพลกลองศึก) มีกำลังประมาณ 100 คน เคลื่อนไหวในพื้นที่ตรงข้ามบ้านวาเล่ย์ ถึงบ้านช่องแคบ กลุ่มที่ 2 กองกำลังพม่าเชื้อสายกะเหรี่ยง เอ็นเอ็นยู กองพลน้อยที่ 6 มี 2 กองพัน กำลังทหารประมาน 80 คน เคลื่อนไหวตั้งแต่ด้านตรงข้ามบ้านพะดี ถึงบ้านทหารผ่านศึก

"ปัจจุบันปัญหาที่เราพบในพื้นที่นอกจากเรื่องการปะทะของกองกำลังทั้งสอง ที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากมีการเจรจาหยุดยิงและมีการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว แต่ยังพบอีก 3 ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ คือ เรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาการค้ายาเสพติด ซึ่งมีมากในฝั่งประเทศพม่า และปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองของชาวพม่า ที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่มีค่าแรงที่สูงกว่าประเทศพม่าหลายเท่าตัว" ร.อ.สมภพ กล่าว
ร.อ.สมภพ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะต้องจับตาพื้นที่นี้เป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันมีการกำหนดจุดผ่อนปรนให้ประชาชนระหว่าง 2 ประเทศ ข้ามไปข้ามมาเพื่อทำการค้าขายกัน และหลังจากมีการเปิดเสรีอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พื้นที่ดังกล่าวจะต้องยกระดับไปเป็นเขตที่มีการปกครองแบบพิเศษ เป็นระดับการปกครองพื้นที่ที่สูงขึ้น เพื่อเป็นตัวช่วยควบคุมการเข้าออกของแรงงานต่างด้าวและการแพร่กระจายยาเสพติด ที่อาจเข้ามากับแรงงานดังกล่าว อีกทั้งยังจะเป็นพื้นที่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกพื้นที่หนึ่ง!!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น